วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เมทัลฮีโร่

ในช่วงยุค 70 อุตสาหกรรมภาพยนต์สำหรับเด็กและเยาวชนของญี่ปุ่นที่นอกจากอนิเมชั่นแล้ว ก็มี “ภาพยนต์โทคุซัทสึ” (หนังวิทยาศาสตร์แฟนตาซีสำหรับเด็ก) ที่สร้างความสุขให้เด็กๆมาตลอด โดยเฉพาะซีรี่ยส์ “อุลตร้าแมน” ของบ.ซึบุราญ่า / “ขบวนการ 5 สี” (Super Sentai) และ “คาเมนไรเดอร์” (Kamen Rider) ของบ.โตเอะ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ยึดครองจอทีวีของเหล่าเด็กๆที่อยู่ในยุคนั้น…
แต่เข้าสู่ยุค 80 …ซีรี่ยส์ “คาเมนไรเดอร์” หรือบ้านเราเรียกว่า “ไอ้มดแดง” มีทีท่าว่า “อาจจะหมดมุกในไม่ช้านี้” เพราะหลังจบ “คาเมนไรเดอร์ ซุปเปอร์วัน” ในปี 1981 ก็ไม่มีแผนที่จะสร้างฮีโร่สายไรเดอร์ออกมาอีกเลย…กว่าจะกลับคืนจอก็ “คาเมนไรเดอร์ แบล็ค” ในปี 1987 โน่นเลย
ซึ่งระหว่างนั้น ทางโตเอะ จึงริเริ่มที่จะหาช่องทางใหม่ๆในการสร้างฮีโร่มาแทนไอ้มดแดง และผลลัพท์ที่ได้ในปีต่อมาก็คือ “เมทัลฮีโร่” หรือ “ตำรวจอวกาศ” ที่บ้านเรารู้จักนั่นเอง…

Metal Heroes คือ?
Metal (4)
“เมทัลฮีโร่” (ญี่ปุ่น: メタルヒーロー Metaru Hīrō) คือ ภาพยนตร์แนวโทคุซัทสึฉายทางโทรทัศน์ ที่นำแสดงโดยฮีโรที่มีแนวคิดในการสวมชุดเกราะเหล็ก (แต่ไม่ได้ทำจากเหล็กจริงๆนะ) สร้างโดยบริษัทโตเอะและบันไดตั้งแต่ปี 1982 (พ.ศ. 2525) จนถึงปี 1998 (พ.ศ. 2541) ปัจจุบันทั้งสองบริษัทดังกล่าว ก็ไม่สร้างซีรีส์ประเภทนี้แล้ว แต่หันไปผลักดันซีรีส์ “คาเมนไรเดอร์”และ “ขบวนการ5สี” แทน แต่ก็มีปรากฎตัวในหนังโรงพอให้หายคิดถึงเป็นครั้งคราว

โดยเมทัลฮีโร่ มีชื่อซีรีส์อย่างเป็นทางการคือ “Super keiji series” โดยในช่วงแรกจะออกอากาศทุกคืนวันศุกร์ตั้งแต่ซีรีส์ “3 ตำรวจอวกาศ” (เกียบัน, ชาลีบัน และไชเดอร์) ถึงจัสเปี้ยน และจากนั้น จัสเปี้ยนได้ย้ายวันเวลาออกอากาศเป็นวันจันทร์ช่วงค่ำเช่นกัน (จัสเปี้ยนถึงเมทัลเดอร์) แต่ต่อมาได้ย้ายเวลาออกอากาศอีกครั้งเป็นทุกเช้าวันอาทิตย์ (เมทัลเดอร์ ถึง จีบัน) และตั้งแต่ซีรีส์จีบันที่ฉายในตอนที่ 10 จนถึงโรโบทักได้ออกอากาศทุกเช้าวันอาทิตย์ 8 โมงเช้าไปในที่สุด

โดยหนังซีรี่ยส์เมทัลฮีโร่ ก็สามารถแยกออกได้อีก 3 กลุ่มย่อย ได้แก่ ซีรี่ยส์ 3 ตำรวจอวกาศ / ซีรี่ยส์ เมทัล ฮีโร่ และ ซีรี่ยส์ 3 ตำรวจกู้ภัยพิเศษ โดยในบทความนี้ขอเล่าเรื่องย่อๆจากความทรงจำวัยเด็กของแอดมินนะครับ อาจจะตกหล่นไปบ้างก็ขออภัยครับ


ซีรี่ยส์ 3 ตำรวจอวกาศ
Metal (7)
ตำรวจอวกาศเกียบัน
ออกอากาศเมื่อวันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 1982 ถึง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1983 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 44 ตอน
เรื่องราวของ “อิจิโจจิ เรตสึ” ชายหนุ่มที่ทำงานในฟาร์มม้าเล็กๆ ที่ตัวจริงคือ “ตำรวจอวกาศเกียบัน” แห่งดาวบาร์ด สายตรวจทางช้างเผือกที่ต่อสู้กับพวก “มาคุ” อาชญากรอวกาศตัวเอ้ เพื่อหาเบาะแสของ “วอยเซอร์” พ่อของเขาที่หายตัวไป อ่านต่อ

Metal (17)
ตำรวจอวกาศชาลีบัน 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1983 ถึง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1984 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 51 ตอน
“อิกะ เด็น” ชายหนุ่มที่เป็นนักซิ่งทดสอบมอเตอร์ไซด์ของบ.ซูซูกิ ที่เป็น “ตำรวจอวกาศชาลีบัน” สายตรวจทางช้างเผือกรุ่นน้องของเกียบัน ที่กลับดาวบาร์ด ต่อสู้กับพวก “มาโด้” จอมเวทย์อวกาศที่หมายจะครองโลก

Metal (15)
ตำรวจอวกาศไชเดอร์ 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 1984 ถึง วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1985 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 48 ตอนและตอนพิเศษ 1 ตอน
ซาวามุระ ได” หนุ่มชาวโลกที่ไขความลับของอักขระบนเกาะอีสเตอร์ ผู้ที่ถูกเลือกโดย “ผบ.คอม” ผู้นำสูงสุดของตำรวจอวกาศ เพื่อปราบเหล่าอาชญกรข้ามมิติ “ฟูม่า” โดยชื่อโค้ดเนม “ไชเดอร์” คือชื่อของตำรวจอวกาศคนแรกของจักรวาล และเป้นผู้ที่โค่นล้มพวกฟูม่าได้สำเร็จเมื่อ 10,000 ปีก่อน


ซีรี่ยส์ เมทัล ฮีโร่
Metal (12)
จิ้งจอกอวกาศจัสเปี้ยน 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1985 ถึง วันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1986 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 46 ตอน
“จัสเปี้ยน” เด็กหนุ่มชาวโลกที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยจอมปราชญ์แห่งอวกาศ “เอจิน” ที่พยากรณ์ไว้ว่า “ซาตานโกส” จะกลับมาทำลายจักรวาล เขาจึงฝึกจัสเปี้ยนพร้อมๆกับ “อันริ” คู่หูหุ่นแอนดรอยสาว แถมเอจินมอบชุดเกราะ ที่ผลิตโดยโลหะ “เอจิเนี่ยม” และ ยานรบที่แปลงเป็นหุ่นยักษ์ “ไดเลออ้อน” ออกต่อสู้กับซาตานโกสที่กำลังรุกรานไปทั่วอวกาศ (หนังทำโดยอ้างอิงบรรยากาศของ Star Wars ที่ท่องไปที่ดาวต่างๆที่มีสภาพต่างกัน)

Metal (16)
นักรบผ่ามิติสปิลบัน 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1986 ถึง วันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 1987 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 44 ตอน
เรื่องราวของ “โจ โยสุเกะ” และ “ไดอาน่า” ชาวดาวคลิน สองคนสุดท้ายที่ขึ้นยาน “แกรนนาสก้า” ก่อนที่ดาวคลินจะถูกทำลายโดยพวก”วอร์เรอร์” และอพยพมายังโลก โจต้องตามหาพ่อแ และพี่สาวที่หายตัวไประหว่างการหลบหนี…และต้องต่อสู้กับพวกวอร์เรอร์ด้วย… (นับจากจัสเปี้ยน เรื่องนี้ก็ทำโดยอ้างอิงบรรยากาศของ Star Wars เช่นกัน แถมชื่อ “สปิลบัน” เป็นการล้อเลียนชื่อผู้กำกับ “สตีเวน สปีลเบิร์ก”ผกก.ชื่อดังจากหนังE.T.ด้วย) อ่านต่อ…
Metal (13)
ยอดจักรกลเมทัลเดอร์ 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1987 ถึง วันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1988 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 39 ตอน
ดร.โคงะ ริวอิจิโร่ ได้ริเริ่ม “โปรเจคท์เมทัลเดอร์” หุ่นรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เมทัลเดอร์ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้กองทัพจักรวรรดิ์ญี่ปุ่น แต่ทว่าญี่ปุ่นแพ้สงครามโลก โปรเจคท์จึงถูกพับไป…30ปีต่อมา จักรวรรดิเนรอสคิดจะครองโลกด้วยแผนชั่วร้าย ดร.โคงะ จึงทำการเดินเครื่อง”เมทัลเดอร์”เพื่อปกป้องโลกอีกครั้ง พร้อมๆกับการเรียนรู้วิถีชีวิตของมนุษย์

Metal (3)
นินจาจิไรยะ 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1988 ถึง วันที่ 11 มกราคม ค.ศ. 1989 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 50 ตอน
“ปาโกะ” ขุมทรัพย์อวกาศที่ประเมินค่าไม่ได้ ที่เหล่านินจาทั่วโลกหมายปอง โดย “ยามาจิ โทฮะ” เด็กรับใช้ในสำนักนินจาเล็กๆ ก็ได้รับมอบหมายให้ปกป้องสมบัตินี้ ด้วยดาบวิเศษ “จิโคชินคูเคน” และชุดเกราะ “จิไรยะ”  ในแต่ละวันจะมีนินจาจากทั่วโลก และทั่วอวกาศต่างาท้าประลองวิชากันตลอด อ่านต่อ…
Metal (11)
ตำรวจหุ่นยนต์จีบัน 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1989 ถึง วันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 1990 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 52 ตอน
“ทามูระ นาโอโตะ” ตำรวจหน้าใหม่ในเมือง เซนทรัล ซิตี้ ที่ได้ถูกสังหารโดยสมุนขององค์กรอาชญากรรมนามว่า “ไบโอรอน” ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โชคดีที่ได้ “ดร.เคนโซว อิงาราชิ” ซึ่งเป็นผู้ศึกษาทดลองเกี่ยวกับการดำรงอยู่ขององค์กรไบโอรอน และ “ไบโอเทคโนโลยี” ได้ทำให้นาโอโตะกลับมามีชีวิตอีกครั้งโดยการดัดแปลงให้นาโอโตะ เป็นตำรวจจักกล “จีบัน” อ่านต่อ

ซีรี่ยส์ 3 ตำรวจกู้ภัยพิเศษ
Metal (18)
หน่วยเฉพาะกิจวินสเปคเตอร์ 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 ถึง วันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1991 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 49 ตอน
ในปี 199X  ร้อยตำรวจเอก “คางาว่า เรียวมะ” อดีตนักกีฬาโอลิมปิก และเจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษของกรมตำรวจ ได้รับภารกิจในหน่วยปราบปรามพิเศษหน่วยใหม่ ที่ก่อตั้งเพื่อรับมือกับอาชญกรรมไซบอร์กที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน โดยเขาจะใส่ชุด “ครัชเทคเตอร์” ในรหัส “ไฟเยอร์” พร้อมกับหุ่นยนต์ซัพพอร์ท “วอลเตอร์” และ “ไบเคิล” เข้าควบคุมสถาณการ์ณอันเลวร้ายทุกรูปแบบ อ่านต่อ

Metal (5)
หน่วยพิทักษ์ โซลเบรน 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991 ถึง วันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1992 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 53 ตอน
 เมื่อผลงานของหน่วยงานวินสเปคเตอร์ปรากฎสู่สายตาชาวโลก เรียวมะ และหุ่นซัพพอร์ททั้งสอง ก็ได้เข้าบรรจุในหน่วยงาน “ICPO” หรือ “ตำรวจสากล” ตามคำขอที่ทางรัฐบาลฝรั่งเศสยื่นเรื่องมา ทำให้ผบ.มาซากิ ชุนสุเกะ ผู้ริเริ่มโครงการวินสเปคเตอร์ จึงต้องฟอร์มทีมใหม่ โดยได้เจ้าหน้าที่ FBI  “นิชิโอะ ไดกิ” และ “ฮิงุจิ เรย์โกะ” มาทำหน้าที่ในหน่วยงานใหม่ที่มีชื่อว่า “โซลเบรน” ต่อสู้กับองค์กรก่อการร้ายที่หวังจะทำลายความสงบสุขของประชาชน อ่านต่อ…

Metal (9)
มือปราบเอ็กช์ซีดราฟ
ออกอากาศเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 ถึงวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1993 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 49 ตอน
“คาโนะ ฮายาโตะ” / “มุราโอกะ โคซากุ” / “โอคุมะ เคน” 3 นายตำรวจจาก 3หน่วยงาน ทั้งงานปราบปราม งานสืบสวน และงานบรรเทาสาธารณะภัย ได้มารวมตัวกันภายใต้ชื่อ “เอ็กซีดราฟท์” หน่วยงานตำรวจพิเศษที่ขึ้นตรงกับรัฐบาล ทำหน้าที่สืบสวนเรื่องราวเหนือธรรมชาติ และการรุกรานของเหล่าวายร้ายจากอวกาศ จนนำไปสู่การยับยั้งวันสิ้นโลก อ่านต่อ…

ซีรี่ยส์ เมทัล ฮีโร่ (รอบสอง)
Metal (10)
จักรกลผู้พิทักษแจนเปอร์สัน
ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 ถึง วันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1994 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 50 ตอน
“MXA-1″ หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมืออาชญกรรมในโลกอนาคต เกิดคุ้มคลั่งขึ้น จนต้องถูกปิดโปรเจคท์ไป แต่ทว่าด้วยจิตใจที่รักความยุติธรรมของนักวิทยาศาสตร์สาว “ซาเองุสะ คาโอรุ” ได้ทำการปรับปรุง ซ่อมแซม “MXA-1″  จนกใช้งานได้ และเปลี่ยนชื่อเป็น “แจนเปอร์สัน” หุ่นยนต์ที่มีจิตใจรักความยุติธรรมเหนือสิ่งอื่นใด เขาต้องต่อสู้กับองค์กรทุนนิยม “ทาเทวากิ” ที่ใช้อำนาจมืดชักใยผู้คนในเมือง และส่งพวกหุ่นยนต์มือสังหารสารพัดแบบ หวังจะทำลายแจนเปอร์สันลงให้ได้!

Metal (6)
บลูสวาท 
ออกอากาศวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1994 ถึง วันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1995 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 51 ตอน
“บลูสวาท” หน่วยงานลับสุดยอดของรัฐบาล มีหน้าที่ต่อสู้กับภัยนอกโลก และมนุษย์ต่างดาวโดยที่ไม่มีใครรู้ วันหนึ่ง หน่วยงานบลูสวาทถูกกวาดล้างโดยฝีมือ “สเปซมาเฟีย” มาเฟียอวกาศ สำนักงานถูกทำลายย่อยยับ เหลือเพียงเจ้าหน้าที่3คน “นารุมิ โช” / “ซิก” / “มิสึกิ ซาระ” ที่รอดตายมาได้ พวกเขาต้องฟอร์มทีมขึ้นอีกครั้ง เพื่อล้างแค้นเหล่ามาเฟียอวกาศที่หมายจะยึดครองโลก อ่านต่อ…

Metal (1)
นักรบเกราะแมลง บีไฟเตอร์ 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 ถึง วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1996 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 51 ตอนและตอนพิเศษ 2 ตอน
“ไค ทาคุยะ” / “คาตากิริ ไดซากุ ” / “ฮาเนะยามา เรย์”  สามนักศึกษาด้านแมลง และป่าไม้ ได้รับเลือกจากผู้เฒ่าแมลง “คุรุ” ให้สวมเกราะแมลงจักรกล เข้าต่อสู้กับพวกจามาล อาณาจักรต่างมิติที่หมายจะครองโลกใบนี้

Metal (2)
นักรบเกราะแมลง บีไฟเตอร์-คาบูโตะ 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1996 ถึง วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 50 ตอน
หลังจากบีไฟเตอร์ปราบพวกจามาลแล้วก็ได้ความสงบสุขขึ้นมา วันเวลาผ่านไปพวก “เมลซาร์ด” ได้คืนชืพขึ้นมา แต่ว่าคอสโมอาคาเดเมียได้มีคัดเลือกนักรบผู้ที่เป็นบี-ไฟเตอร์รุ่นใหม่ซึ่งนำโดย “ทาจิบานะ เคนโง” และ “อายูคาวะ รัน” ซึ่งได้รับนีโอ อินเซตอาร์มเมอร์ไปแล้ว 2 คนแต่แล้วผู้สวมเกราะนีโอ อินเซตอาร์มเมอร์คนที่ 3 เขาก็คือ “โทบะ โคเฮ” เด็กหนุ่ม ม.ปลายจอมเลือดร้อนได้เป็นบี-ไฟเตอร์และได้ต่อสู้กับเมลซาร์ด ด้วยความช่วยเหลือจาก บีไฟเตอร์รุ่นใหม่จากทั่วโลก และบีไฟเตอร์รุ่นพี่ ทำให้พวกเขาจัดการพวกจามาลลงได้

Metal (8)
หุ่นแมลงแปลงร่าง คาบูแทค
ออกอากาศเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 ถึง วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1998 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 52 ตอน
การต่อสู้แย่งชิง “สตาร์พีซ” สมบัติล้ำค่า 13 ชิ้น ของคาบูทัค และเหล่าบีโรโบ เมื่อสะสมได้ครบ ก็จะสามารถขอพรได้1ข้อ คาบูแทค และเด็กน้อย “โคเอนจิ มาซารุ” ต้องเข้าร่วมในการแข่งขันนี้ เพื่อไม่ให้ “ชาร์คเรอร์” หุ่นยนต์นิสัยไม่ดี ชิงสตาร์พีซไปขอพรในเรื่องที่ไม่ดี

Metal (19)
หุ่ยนต์นักสืบโรโบทัก 
ออกอากาศเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1998 ถึง วันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1999 รวมจำนวนตอนทั้งหมด 45 ตอน
ในยุคที่คนและหุ่นยนต์อาศัยร่วมกัน “โรโบทัก”หุ่นยนต์ประเภทวันเดอร์ไทป์รูปร่างสุนัข ได้เปิดสำนักงานนักสืบ “ชาร์ดอร์ค” ร่วมกับเด้กน้อยคู่หู “ยูคิยานางิ ทาเครุ” เพื่อสืบหา”แลนด์ทูล” สมบัติของประเทศ”ฮารัปปะ” บ้านเกิดของเหล่าโรโบทัค โดยแลนด์ทูลนั้นมีคุณสมบัติธาตุต่างๆทำให้เพิ่มพลังประสิทธิภาพสูงขึ้น


VR Trooper
Metal (20)


ด้วยความโด่งดังของซีรี่ยส์เมทัลฮีโร่ที่ออกฉายทั่วโลก และได้รับความนิยมอย่างสูง จนไปเข้าตา “บริษัท SABAN” ที่เคยซื้อ LC ของจูเรนเจอร์ ไปทำเป็น Power Ranger จนโด่งดังติดตลาดฝรั่งมาแล้ว ก็เลยจัดการซื้อ LC มา 2 เรื่อง ได้แก่ “เมทัลเดอร์” และ “สปิลบัน” ไปตัดต่อ และถ่ายทำใหม่ แล้วก็เปลี่ยนชื่อเป็น “VR Trooper” ออกอากาศเมื่อ 3 กันยายน 1995 ถึง 21 มกราคม 1996 รวมทั้งสิ้น 92 ตอน

Metal (14)
น่าเสียดายที่หลังจากปี 1998 ก็ไม่มีหนังเมทัลฮีโร่ออกมาอีกเลย จึงเหลือเพียง “ความทรงจำที่เป็นตำนานของเด็กๆยุค80-90″ เท่านั้น…
ถึงจะมีหนังโรงออกมาให้ได้ยืดเส้นสายบ้างประปรายก็ตาม…

คาเมนไรเดอร์

สำหรับคนอายุเยอะหน่อยอาจจะเรียกพวกเขาว่า ‘ไอ้มดแดง’ ส่วนเด็กๆ อาจจะรู้จักในชื่อ ‘มาสค์ไรเดอร์’ บางคนก็ทับศัพท์แบบญี่ปุ่นไปเลยว่า ‘คาเมนไรเดอร์’ แต่ไม่ว่าคุณจะเรียกพวกเขาด้วยชื่ออะไร พวกเขาก็คือเหล่าฮีโร่ที่พร้อมจะแปลงร่างเพื่อต่อสู้กับเหล่าร้ายหลากรูปแบบ โดยมีท่าไม้ตายเป็นลูกเตะในแบบต่างๆ


โลโก้ฉลองครบรอบ 20 ภาคของ มาสค์ไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์, ภาพจาก : Youtube Channel – Bandai Official Chanel
ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทางบริษัท Toei จากประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศเปิดตัว Kamen Rider Zi-O ไรเดอร์คนใหม่ประจำปี 2018-2019 อย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ Toei จะเปิดตัวมาสค์ไรเดอร์คนใหม่ประจำปีในช่วงเดือนแปด แต่การเปิดตัวครั้งนี้มีความพิเศษมากกว่าปกติ เพราะไรเดอร์คนดังกล่าวจะถือว่าเป็น ‘ไรเดอร์คนสุดท้ายของยุคเฮย์เซย์’ อันเนื่องมาจากจะมีการเปลี่ยนแปลงรัชศกในปี 2019 ที่จะถึงนี้
แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาเพียงแค่ 18 ปี แต่มาสค์ไรเดอร์ในยุคเฮย์เซย์ก็ได้สร้าง มาสค์ไรเดอร์มาประดับวงการถึง 20 ภาค และแต่ละภาคก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างมากทั้งในรูปลักษณ์ เรื่องราว และการทำการตลาด ในโอกาสต้อนรับมาสค์ไรเดอร์คนใหม่ The MATTER จึงอยากพาย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นและรายละเอียดต่างๆ ของมาสค์ไรเดอร์ในยุคเฮย์เซย์แต่ละภาค มาดูกันว่าภาคไหนเป็นภาคโปรดของคุณบ้าง

ย้อนรอยดูเส้นทางไอ้มดแดงแบบคลาสสิก

มาสค์ไรเดอร์หรือไอ้มดแดง ถือว่าเป็นซีรีส์ที่อยู่คู่ประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 1971หรือราว 47 ปีก่อน ในช่วงแรกนั้นเป็นการเดินเรื่องตามการออกแบบเรื่องของ อิชิโนโมริ โชทาโร ที่ตีความให้เป็นมนุษย์แปลงกับพล็อตเชิงดาร์กฮีโร่เล็กน้อย แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนให้เด็กๆ ที่ถือว่ากลุ่มผู้ชมหลักสามารถรับชมได้แบบไม่ต้องสะเทือนใจมาก และหลายๆ ภาคจะมีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ก่อนที่ช่วงหลังๆ อย่างในภาค Black, Black RX ที่จะเป็นไรเดอร์ภาคเดี่ยวๆ ไม่เกี่ยวกับรุ่นพี่เสียเท่าไหร่

ภาพจาก : http://kamenrider.wikia.com/
ความดังของไอ้มดแดงอาละวาดข้ามน้ำข้ามประเทศมาถึงเมืองไทยด้วย ซึ่งภาคแแรกของซีรีส์นี้ก็เข้ามาฉายบ้านเราในปี 1971 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับการฉายในญี่ปุ่นแต่มีการฉายล่าช้ากว่าอยู่ราวครึ่งปี ด้วยการแบ่งฝ่ายต่อสู้ระหว่างตัวเอกกับเหล่าร้าย ท่าแปลงร่างอันเป็นเอกลักษณ์ กับเข็มขัดและมอเตอร์ไซค์ที่ดูเท่แต่ก็รู้สึกใกล้ตัว ทั้งยังแฝงคำสั่งสอนด้านคุณธรรมน้ำมิตร กับความสัมพันธ์ของพี่น้องไรเดอร์ที่มีการส่งจับมือร่วมกันทำงานระหว่างมาสค์ไรเดอร์หมายเลขหนึ่งกับหมายเลขสอง ก่อนที่จะส่งไม้ต่อไปให้ V3 จึงไม่แปลกนักที่ซีรีส์นี้จะฮิตระเบิดระเบ้อในบ้านเรา ตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการฉาย
กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ไอ้มดแดง ก็พบปัญหาของตัวเองนับตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการที่แพทเทิร์นของการปราบสัตว์ประหลาดรายสัปดาห์เริ่มเป็นอะไรที่จำเจมากขึ้น จึงมีความพยายามในการปรับรูปแบบของรายการใหม่ไปเน้นการฉายภาพยนตร์กับตอนพิเศษมาคขึ้นในภาค สกายไรเดอร์, ซูเปอร์วัน และ ซีครอส (ZX) ก่อนที่จะปรับมาใช้แผนการสร้างร่วมระหว่างภาคทีวีกับภาพยนตร์ตอนพิเศษ อย่างที่เกิดขึ้นในภาค Black / Black RX ที่ออกมาในแบบทีวี ส่วนภาค ชิน, ZO, J ออกมาในแบบภาพยนตร์
แล้วก็เป็นในช่วงนี้ที่กระแสของหนังแปลงร่างจืดจางลง มาสค์ไรเดอร์จึงหายหน้าไปจากจอทีวี กอปรกับว่าผู้สร้างอย่าง อิชิโนโมริ โชทาโร เสียชีวิตลงในปี 1998 จนหลายคนเชื่อว่าฮีโร่แปลงร่างด้วยเข็มขัดซีรีส์นี้จะหายไป แต่มาสค์ไรเดอร์ก็กลับมาอีกครั้งในปี 2000 และส่งผลให้มาสค์ไรเดอร์หมายเลขหนึ่งที่ออกฉายในปี 1971 จนถึง มาสค์ไรเดอร์ J ที่ออกฉายในปี 1994 ถูกเรียกว่าเป็น ‘มาสค์ไรเดอร์ยุคโชวะ’ ในภายหลัง
(ทั้งนี้ ยุคโชวะ จริงๆ แล้วสิ้นสุดใน วันที่ 7 มกราคม ปี 1989 ดังนั้นจึงมีมาสค์ไรเดอร์สามภาค ที่จริงๆ แล้วถูกสร้างในรัชศกเฮย์เซย์ แม้ว่าภาคเหล่านั้นจะถูกจัดอยู่ไหนกลุ่มมาสค์ไรเดอร์ยุคโชวะก็ตามที)

ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ด้วยการเซ็ตเรื่องให้มั่นคงอย่างไร้ความกลัว (คูกะ กับ อากิโตะ)

หลังจากเว้นวรรคการโลดแล่นบนหน้าจอทีวีมาราว 10 ปี ซีรีส์มาสค์ไรเดอร์ก็กลับมาบนหน้าจออีกครั้งด้วยภาค ‘มาสค์ไรเดอร์คูกะ’ แม้ตัวเนื้อหาจะมีตัวเอกที่สามารถแปลงร่างเพื่อเข้าต่อสู้กับตัวร้ายที่คอยทำร้ายมนุษย์เป็นแกนหลัก แต่เชิงรายละเอียดก็มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างการที่ตัวร้ายไม่ได้มีเป้าหมายครองโลกแบบชัดเจน เพราะพวกเขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตโบราณที่มีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตนเอง และมองมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ด้อยกว่าเท่านั้น ส่วนตัวละครที่เข้าต่อสู้ในเรื่องก็ไม่ได้มีเฉพาะมาสค์ไรเดอร์คูกะเพียงตัวคนเดียว แต่ยังมีตำรวจที่เข้าร่วมต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตลึกลับด้วย แต่ก็ใช่ว่าตำรวจจะไว้ใจนะ

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
การเซ็ตเรื่องใหม่แบบนี้ทำให้การเดินเรื่องไม่จำเป็นจะต้องเล่าเรื่องแบบปราบสัตว์ประหลาดรายสัปดาห์เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในยุคโชวะ และยังเพิ่มความซับซ้อนของเรื่องได้มากขึ้น ทั้งเป้าหมายของสัตว์ประหลาด ไปจนถึงความไม่ไว้วางใจกันระหว่างมนุษย์กันเอง กลุ่มผู้ชมจึงขยายตัวจากกลุ่มเด็กไปกินใจถึงกลุ่มผู้ใหญ่ที่ต้องการความลุ่มลึกในพล็อต แต่ก็มีจุดล่อใจเด็กอย่างการที่มาสค์ไรเดอร์มีหลายร่างกับยานพาหนะที่เท่ล้ำแปลกตาแต่ดีไซน์ก็ยังมีความคลาสสิกแฝงอยู่ รวมถึงมีการออกแบบที่อ้างอิงด้วงกว่างอันเป็นแมลงตามรอยของไรเดอร์รุ่นเก่า
อีกสิ่งที่น่าจดจำก็คือ การเลือกนักแสดงอย่าง โอดางิริ โจ มารับบทเป็นตัวเอก แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ชอบหนังแนวแปลงร่างเพราะตัวเขาสนใจการแสดงละครจริงจังมากกว่า แต่ด้วยแนวคิดแบบนี้เองที่สอดคล้องกับแนวเรื่องที่ขับเน้นความดราม่าของพล็อตมากขึ้น สุดท้ายการรับทเด่นในภาคนี้ก็ทำให้ โอดางิริ โจ ถูกจดจำในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาทในเวลาต่อมา
เมื่อวางรากฐานการแสดงได้ดีแล้ว การตอบรับของคนดูจึงออกมาด้วยดีเช่นกัน ทั้งเรตติ้ง รวมถึงของเล่นที่เกี่ยวกับมาสค์ไรเดอร์ภาคนี้ตีตลาดในประเทศบ้านเกิดได้อย่างดี จนพอจะกล่าวได้ว่าฮีโร่ใหม่และตำนานบทใหม่ (A New Hero, A New Legend) ที่เป็นคำโปรยโปรโมตการกลับมาของมาสค์ไรเดอร์ภาคนี้ได้กลายเป็นความจริงไปในที่สุด

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
ด้วยการตอบรับที่ดีของการเดินเรื่องแบบจริงจังในภาคคูกะ ทำให้ภาคต่อมาอย่าง ‘มาสค์ไรเดอร์อากิโตะ’ ก็เลือกที่จะเดินเรื่องตามรอยของคูกะ โดยอิงเนื้อเรื่องพื้นเพจากภาคคูกะที่มนุษย์โดนสิ่งมีชีวิตลึกลับชุดใหม่ที่เรียกว่า อันโนน (Unknown) เข้าโจมตี แต่ก็ไม่ได้เป็นภาคต่อโดยตรง ปมขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดถูกจับมาเล่นมากขึ้น จนกลายเป็นประเด็นเชิงปรัชญาเล็กๆ และในภาคนี้ อากิโตะมีร่างแปลงที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงว่าเขาไม่ได้เป็นแค่มาสค์ไรเดอร์คนเดียวในภาคแต่ยังมี มาสค์ไรเดอร์ G3 ที่เป็นผลงานการประดิษฐ์จากฝั่งตำรวจ และ มาสค์ไรเดอร์กิลล์ ที่มีปมขัดแย้งกับอากิโตะก่อนจะพลิกกลับมามาต่อสู้ร่วมกันในภายหลัง รวมถึงปริศนาที่ถูกโยนทิ้งไว้ตั้งแต่เริ่มเรื่องว่า ใครเป็นคนที่ก่อเหตุให้เรือล่มอย่างลึกลับในช่วงต้นเรื่องกันแน่
มาสค์ไรเดอร์คูกะกับมาสค์ไรเดอร์อากิโตะไม่ได้ถูกนำเข้ามาฉายในประเทศไทยอย่างรวดเร็วเหมือนกับสมัยก่อนแล้ว แต่ถูกนำเข้ามาหลังจากประเทศญี่ปุ่นออกฉายราว 2 ปี (ประมาณช่วงปี 2002-2004) โดยในภาคคูกะนั้นเคยมีเพลงเปิดภาษาไทยที่มีท่อนสร้อยว่า ‘นักรบเด่นเป็นฮีโร่ชื่อ คูก้า’ ที่หลายๆ คนยังจำไปร้องมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนภาคอากิโตะได้น้าต๋อย เซมเบ้ มาร่วมเป็นผู้พากย์เสียง จนมีหลายคนแคยแซวว่า ภาคนี้เป็นภาค ‘อากิต๋อย’ ด้วยสไตล์เสียงที่โดดเด่นของนักพากย์ท่านดังกล่าว

ติดออพชั่น เพิ่มมุมมอง เสริมการจดจำและยอดขายของเล่น (ริวคิ, ไฟซ์ และเบลด)


ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
หลังจากวางรากฐานใหม่ได้อย่างดีแล้ว ในปี 2002 มาสค์ไรเดอร์ก็กลับมาอีกครั้ง และคราวนี้ถ้าจะบอกว่าพวกเขาเล่นใหญ่ก็น่าจะไม่ผิดนัก เมื่อพวกเขาตัดสินใจสร้างพล็อตของ ‘มาสค์ไรเดอร์ริวคิ’ ที่เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของมาสค์ไรเดอร์ที่สามารถเดินทางเข้าไปในมิลเลอร์เวิล์ด (Mirror World) โลกในกระจกที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ แต่มีสัตว์ประหลาดที่สามารถคร่าชีวิตมนุษย์ปกติได้อยู่ในนั้น ทว่าการต่อสู้ของเหล่าไรเดอร์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการปกป้องคนบริสุทธิ์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้เพื่อจุดประสงค์ส่วนตัวของเหล่ามาสค์ไรเดอร์ 13 คนที่ถูกกำหนดเอาไว้ว่าต้องห้ำหั่นกันเพื่อที่ผู้รอดตายคนสุดท้ายจะสามารถขอพรได้หนึ่งประการ
เนื้อหาของภาคนี้ถูกปรับเปลี่ยนจากการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมแบบขาวดำเด็ดขาดมาเป็นปมการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กันเองแบบชัดเจนขึ้น แถมคราวนี้เป็นไรเดอร์ด้วยซ้ำที่เข้าต่อสู้กันเอง ส่วนนี้เป็นผลของทางทีมผู้สร้างที่อยากจะปรับการเล่าเรื่องที่ส่งผลถึงมุมมองของความถูกต้องว่า บางที ‘การเป็นมาสค์ไรเดอร์ก็ไม่ใช่ความถูกต้องที่สุด’ ส่งผลให้มุมมองของตัวละครมีความเป็นสีเทามากขึ้น หรือถ้าจะบอกว่าเป็นภาคแรกที่มีตัวร้ายเป็นมาสค์ไรเดอร์กันเองก็ไม่ผิดนัก ส่งผลให้สัตว์ประหลาดกลายเป็นตัวประกอบกว่าเดิม แต่มาสค์ไรเดอร์ที่เป็นตัวรองมีความเด่นมากยิ่งขึ้น จนทำให้ภาคหลังจากนี้ ตัวมาสค์ไรเดอร์สมทบหลายๆ ภาคมีหน้าที่หรือบทบาทที่โดดเด่นกว่าตัวเอกเสียอีก
นอกจากนี้ นี่ยังเป็นภาคแรกที่มาสค์ไรเดอร์ออกจากเซฟโซนด้วยการออกแบบมาสค์ไรเดอร์ให้หลุดจากกรอบจากสไตล์คลาสสิก และการปรับให้โมทีฟของไรเดอร์ตัวพระเอกมาใช้เป็นสัตว์ประเภทอื่นๆ อย่างมังกรหรือค้างคาว แทนที่จะใช้แมลงตามรูปแบบเดิมๆ ส่วนการใช้การ์ดนั้นก็ทำให้สปอนเซอร์สายของเล่นสามารถทำตลาดเพื่อขายของได้หลากหลายขึ้น ทั้งตัวเข็มขัดแปลงร่างกับอุปกรณ์ใช้การ์ดต่างๆ และกลายเป็นรากฐานให้การดีไซน์มาสค์ไรเดอร์ภาคหลังจากนี้ที่จะคำนึงถึงการออกแบบของเล่นด้วย

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
คอนเซ็ปต์การเล่าเรื่องที่ว่า ‘การเป็นมาสค์ไรเดอร์อาจจะไม่ใช่ความถูกต้องที่สุดเสียทีเดียว’ ถูกส่งต่อไปยังภาคหลังๆ อีกหลายภาค อย่างในปี 2003 ‘มาสค์ไรเดอร์ไฟซ์’ (หรือ 555) ก็มี ออเฟน็อค (Orphnoch) สัตว์ประหลาดที่ภายหลังเฉลยว่าทั้งหมดล้วนแล้วก็เป็นมนุษย์ปกติมาก่อน หรือปี 2004 ที่ ‘มาสค์ไรเดอร์เบลด’ ก็กลายเป็นเรื่องราวของมนุษย์เงินเดือนในหน่วยงานที่ใช้พลังมาสค์ไรเดอร์ต่อสู้กับอันเดด (Undead) ก่อนจะบอกเล่าว่าแท้จริงมีแผนการลับของคนบางกลุ่มเท่านั้น

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
อุปกรณ์แปลงร่างก็มีความเป็นของใกล้ตัวคนดูมากขึ้น อย่างในภาคไฟซ์ที่เอาของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับมาดีไซน์เป็นเข็มขัดแปลงร่าง ส่วนเบลดก็จับเอาคอนเซ็ปต์ของสำรับไพ่มาปรับดีเทลให้สอดคล้องกับความเป็นมาสค์ไรเดอร์มากขึ้น ทั้งยังส่งให้คนที่ไม่เคยสนใจไรเดอร์เริ่มหันมามองความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างอย่างชัดเจนกับยุคโชวะ นอกจากนี้ยังมีเรื่องทางการตลาดเบาๆ เกิดขึ้นในมาสค์ไรเดอร์ไฟซ์ เมื่อเพลงเปิดได้ ISSA นักร้องจากลุ่มบอยแบนด์ Da Pump มาร้องเพลงเปิดให้ ทำให้ภายหลังนักร้องที่มาร้องเพลงเปิดให้กับมาสค์ไรเดอร์จึงไม่ได้มีแค่สายที่ร้องเฉพาะเพลงการ์ตูน แต่มีกลุ่มนักร้องสายแมสมาร้องให้อีกหลายต่อหลายคน
ส่วนในประเทศไทยนั้นก็ยังนำเอามาสค์ไรเดอร์เข้าฉายช้ากว่าทางญี่ปุ่นเป็นเวลาสองปีตามข้อกำหนดของทางญี่ปุ่น แต่ในช่วงนั้นก็ถือว่ามีความหวือหวาในการโปรโมต อย่างกรณีที่มีมาสค์ไรเดอร์ริวคิไปปรากฎตัวในรายการทีวีดังๆ ของยุคนั้น หรือการที่เชิญนักแสดงนำของมาสค์ไรเดอร์ไฟซ์มาแถลงข่าวเปิดตัวในประเทศไทย เป็นอาทิ
แล้วก็เป็นในช่วงนี้เองที่การทำตลาดของมาสค์ไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์เริ่มหดตัวลงเล็กๆ

แหวกแนวมากจนไม่ปัง การคืนฟอร์ม และจุดจบของเฮย์เซย์ยุคแรก (ฮิบิกิ, คาบูโตะ, เดนโอ, คิบะ และดีเคด)

มาสค์ไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ถูกชงบทให้จูงใจผู้ชมวัยผู้ใหญ่มากขึ้น ดังนั้นในภาค ‘มาสค์ไรเดอร์ฮิบิกิ’ ที่เป็นภาคประจำปี 2005 จึงพยายามปรับโทนให้ผู้ใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น แต่ก็ยังพยายามส่งสาสน์ต่อให้เด็กรุ่นหลังด้วยการแคสต์ดาราชายอายุมากกว่าปกติ (ปกติแล้วจะเป็นดาราวัยรุ่นแต่ในภาคนี้ โอโซคาวะ ชิเงคิ รับบทตอนวัย 32 ปี) มาเป็นเหมือนผู้สอนวิชาอสูรหรือวิชาของมาสค์ไรเดอร์ภาคนี้ให้เด็กชายวัยรุ่น ที่สุดท้ายแล้วเด็กชายวัยรุ่นก็เข้าใจว่าการช่วยเหลือผู้คนไม่จำเป็นต้องเดินทางเป็นอสูรอย่างเดียวเท่านั้น

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
ถึงคอนเซ็ปต์จะดูน่าประทับใจ แต่ในด้านการนำเสนอนั้นดูเก่าและแหวกแนวเกินไปสักหน่อย ด้วยดีไซน์ของไรเดอร์กับสัตว์ประหลาดที่มีความน่ากลัวชัดเจน แม้ว่าจะดูสมเป็นอสูรแต่กระแสตอบรับทั้งในฝั่งเรตติ้งคนดูหรือยอดขายของเล่นก็ไม่รุ่งอย่างชัดเจน ทาง Toei จึงทำการเปลี่ยนทีมคุมงานสร้างกลางอากาศ ก่อนที่จะเดินเรื่องไปในทิศที่ต่างจากตอนแรก รวมไปถึงเหตุผลทางการตลาดที่ภาคนี้นอกประเทศแบบไม่เอิกเกริกนัก

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
ปี 2006 ‘มาสค์ไรเดอร์คาบูโตะ’ ซึ่งถือว่าเป็นภาคฉลองครบรอบ 35 ปี ของซีรีส์นี้กลับมาสร้างกระแสที่ดีได้อีกครั้ง ด้วยการกลับไปใช้โมทีฟในการออกแบบไรเดอร์ให้เป็นแมลง แต่นำเสนอใหม่อย่างล้ำยุคและโฉบเฉี่ยว ส่วนเนื้อเรื่องก็นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนที่ใช้มาสค์ไรเดอร์ซิสเต็ม (Masked Rider System) สวมเกราะเข้าต่อสู้กับเหล่า เวิร์ม (Worm) ที่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยความเร็วเหนือการตอบสนองของมนุษย์ แม้ว่าพล็อตเรื่องจะมีความงงๆ อยู่บ้างในช่วงท้ายเรื่อง แต่ความเท่ของตัวละครหลักนั้นกินขาด และเริ่มมีแฟนคลับผู้หญิงเข้ามาดูมากขึ้น ด้วยสไตล์หล่อคนละแบบของตัวเอกหลักหลายๆ คนในเรื่อง อย่างเช่น ฮิโระ มิสึชิมะ ที่รับบทเป็น เทนโด โซจิ พระเอกของเรื่องที่ภายหลังกลายเป็นนักแสดงสายหล่อฮิปสเตอร์กวาดใจคนดูไปได้หลายกลุ่ม และเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนขึ้นว่า ดาราชายที่มารับบทเด่นในภาคหลังจากนี้มักจะเป็นคนที่มีเสน่ห์แบบที่ผู้หญิงก็ชอบและผู้ชายก็รู้สึกว่าเข้ากับคาแรคเตอร์ในเรื่อง

ภาพจาก – https://www.amazon.co.jp
กระแสของมาสค์ไรเดอร์กลับมาบูมแบบจริงจังในญี่ปุ่นด้วยการตั้งใจเลือกโมทีฟของตัวไรเดอร์ให้เกี่ยวข้องกับ ‘รถไฟ’ กับ ‘นิทานพื้นบ้าน’ ซึ่งเป็นของที่ใกล้ตัวคนดูท้องถิ่นอย่างมาก มารวมกับ ‘การเดินทางข้ามเวลา’ เพื่อปราบสัตว์ประหลาดที่อาจจะทำลายความมั่นคงของห้วงเวลา และการได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง ซาโต ทาเครุ มารับบทเป็น โนงามิ เรียวทาโร ที่จะต้องรับบทแสดงหลากหลายอารมณ์เพราะเขาสามารถถูก อิมาจิน เข้าสิงร่างได้ การแสดงในแต่ละร่างจึงต้องแตกต่างกัน
ผลจากการรวมตัวกันของส่วนผสมเหล่านี้ทำให้ ‘มาสค์ไรเดอร์เดนโอ’ ซึ่งออกฉายในปี 2007 ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นอย่างสูง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่มาสค์ไรเดอร์ภาคนี้มีภาพยนตร์ภาคพิเศษถึง 9 ภาค นอกจากนี้ยังส่งผลให้ทาง Toei พบวิธีการเก็บเอาตัวละครส่วนหนึ่งให้มาใช้งานอีกได้บ่อยขึ้น ด้วยการให้นักพากย์ชื่อดังมาพากย์เสียงเป็นตัวละครหลักที่ไม่ใช่มนุษย์ (อย่างในกรณีภาคเดนโอคือ อิมาจิน) ทำให้ตัวละครหลักเหล่านี้สามารถกลับมาเล่นในภาพยนตร์ภาคพิเศษหรือเนื้อหาภาคอื่นๆ แต่ใช้ตัวละครเดิมได้ ส่วน ซาโต ทาเครุ ก็กลายเป็นนักแสดงที่มีโอกาสได้รับบทนำในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนหรือเกมบ่อยครั้ง ด้วยทักษะการแสดงที่เขาสามารถเล่นใหญ่จนเกิดความแตกต่างของคาแรคเตอร์ในแต่ละตัวละครได้
และถ้ายังจำกันได้ มาสค์ไรเดอร์เดนโอ ยังเป็นภาคที่ได้นักร้องชื่อดังของไทยอย่าง ธนชัย อุชชิน หรือ ป๊อด โมเดิร์นด็อก มาร้องเพลงเปิดฉบับภาษาไทยให้ด้วย

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
ด้วยความดังระดับฉุดไม่อยู่ของมาสค์ไรเดอร์เดนโอ ‘ทำให้มาสค์ไรเดอร์คิบะ’ ที่ออกฉายในปี 2008 มาปรับใช้ธีมเรื่องที่เริ่มใช้พล็อตแบบลูกผสมมากขึ้น โดยในภาคนี้ใช้เรื่อง ‘ปิศาจจากโลกตะวันตก’ มาผูกกับการเล่าเรื่องคู่ขนานในสองยุค กลายเป็นว่าเราจะได้เห็นตัวเอกกลุ่มใหญ่ในพล็อตเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ด้วยปัญหาการเกลี่ยบทบางส่วนกับความดังของภาคก่อนหน้า ทำให้คนดูที่ไม่ได้ติดตามไรเดอร์แบบจริงจังอาจจะมองภาคนี้ด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีมากนัก
ทั้งนี้และทั้งนั้นเราก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงการตลาดเบาๆ อย่างการที่ตัวละครหญิงที่มีบทบาทสมทบในภาคก่อนๆ ได้รับบทเด่นมากขึ้น หรือในอีกแง่คือ ภาคนี้น่าจะเป็นภาคแรกที่เราได้เห็นตัวละครหญิงออกไปบู๊กับสัตว์ประหลาดแถมยังโดนเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเยอะกว่าปกติ แม้ว่าจะไม่ใช่การออกบทบู๊ครั้งแรกของตัวละครหญิงในซีรีส์นี้ (ก่อนหน้านี้มี แท็คเกิล คู่หูของมาสค์ไรเดอร์สตรองเดอร์ กับ มาสค์ไรเดอร์ฟาม ในภาค มาสค์ไรเดอร์ริวคิ ที่เป็นตัวละครหญิงออกบทบู๊ชัดเจนมาก่อนแล้ว) แต่ก็ทำให้เห็นว่ามีการเกลี่ยบทให้สอดคล้องกับสมัยนิยมมากขึ้น
สุดท้าย มาสค์ไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ก็เดินทางมาถึงคนที่สิบ แต่ทางทีมงาน Toei ก็มีการฉลองครบรอบสิบปี ที่สามารถส่งมาสค์ไรเดอร์เข้าสู่ตลาดด้วยการสร้างภาค ‘มาสค์ไรเดอร์ดีเคด’ ที่ตั้งใจจะทำให้เป็นเนื้อเรื่องที่เชื่อมโยงมาสค์ไรเดอร์ภาคต่างๆ ในช่วงเฮย์เซย์เข้าด้วยกัน แต่มีคำโปรยของภาคว่า ‘ทำลายทุกสิ่ง เพื่อเชื่อมโยงทุกอย่าง’ ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะได้เห็นมาสค์ไรเดอร์ในภาคนี้ออกอาละวาดไปตามโลกของมาสค์ไรเดอร์ภาคก่อนนั่นเอง

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
มาสค์ไรเดอร์ดีเคดออกฉายในปี 2009 ด้วยเนื้อเรื่องที่ระบุว่า คาโดยะ สึคาสะ ชายหนุ่มผู้เสียความทรงจำ และอาศัยอยู่ในบ้านของ ฮิคาริ นัตสึมิ แล้วจู่ๆ โลกของทั้งสองคนนี้ก็ถูกทำลายลงโดยสัตว์ประหลาด ก่อนที่ คุเรไน วาตารุ หรือมาสค์ไรเดอร์คิบะจะมาบอกกล่าวให้เดินทางไปยังโลกเก้าแห่ง เพื่อช่วยโลกที่เขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน แต่วิธีการช่วยนั้นคือการทำลายโลกต่างๆ ให้หมด และในระหว่างการเดินทางไปเพื่อทำลายปัญหาในแต่ละโลก มาสค์ไรเดอร์ดีเคดจะได้รับการ์ดในการแปลงร่างเป็นไรเดอร์ภาคเก่าๆ มาด้วย
โดยหลักแล้วมาสค์ไรเดอร์ดีเคดเป็นการตีความมาสค์ไรเดอร์ภาคที่ผ่านมาใหม่อีกครั้ง โดยมีมาสค์ไรเดอร์ดีเคดเป็นปัจจัยที่จะทำให้เรื่องราวแต่ละโลกเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และทางทีมงานสร้างก็พยายามดึงเอานักแสดงเก่าๆ กลับมาแสดงบทเดิมเท่าที่จะอำนวย (เนื่องจากนักแสดงหลายคนมีชื่อเสียงมากขึ้นจนไม่สะดวกมารับบทเดิมแล้ว) รวมถึงยังมีการครอสโอเวอร์กับขบวนการเซนไตชินเคนเจอร์ซึ่งฉายอยู่ในปีเดียวกัน ถือเป็นครั้งแรกของซีรีส์ทีวีที่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และยังมีมาสค์ไรเดอร์ยุคโชวะอย่างภาค Black กับ Black RX มาเป็นดารารับเชิญโดยที่ได้นักแสดงคนเดิมมาร่วมแสดงด้วย
อีกหน้าที่หนึ่งของมาสค์ไรเดอร์ดีเคดก็คือการขยับช่วงเวลาการฉายให้กับซีรีส์มาสค์ไรเดอร์ เพื่อให้ช่วงเวลาการขายของเล่นไปกระทบกับซีรีส์อื่นๆ ของ Toei ที่เป็นผู้สร้างน้อยลง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้จำนวนตอนของภาคนี้อยู่ที่ 31 ตอน แทนที่จะอยู่ในช่วงประมาณ 48-51 ตอน อย่างภาคอื่นๆ

สู่ช่วงที่สองของมาสค์ไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ (ดับเบิล, โอส และโฟร์เซ)


ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
มาสค์ไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ในปี 2010 ขึ้นไปถูกเรียกแบบเหมารวมว่าช่วงที่สองหรือเฟสสองยังคงใช้ส่วนผสมอย่างที่เดนโอเคยทำมา คือการนำเอาของสองสิ่งมาผสมผสานกัน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสัตว์หรือแมลงมาเกี่ยวข้องก็ได้ แต่โดยหลักแล้วดีไซน์การแปลงร่างนั้นยังต้องทำให้เด็กรู้สึกชื่นชอบหรือเข้าใจได้ง่ายๆ อย่างที่เคยทำมากับร่างสุดยอดของมาส์คไรเดอร์ดีเคด (ที่หลายคนแซวว่าเหมือนตู้ขายการ์ด) ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีการนำเอาคนเขียนบทที่ไม่เคยทำงานร่วมกับทีมสร้างมาสค์ไรเดอร์มาก่อนมาร่วมเขียนบท จึงทำให้พล็อตเรื่องนั้นมีความลุ่มลึกแต่ก็ยังไม่ทิ้งการขายของให้กลุ่มคนดูหลัก และในขณะเดียวกันก็เป็นการเลี่ยงความจำเจแบบที่มาสค์ไรเดอร์ยุคโชวะเคยโดนมาก่อน

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
เฟสที่สองเริ่มขึ้นด้วย ‘มาสค์ไรเดอร์ดับเบิล’ หรือ W (ฉายครั้งแรกในปี 2010) ที่เซ็ตเรื่องให้เป็นนักสืบผู้คอยคุ้มครองเมืองจากสัตว์ประหลาดที่เกิดจากการแปลงร่างด้วยอุปกรณ์ไกอาเมมโมรี่ เป็นการผสมพล็อตแนวสืบสวนคดีกับความเป็นมาสค์ไรเดอร์ได้ดี และมีความแปลกใหม่สำหรับซีรีส์ด้วยการที่คนสองคนแปลงร่างเป็น มาสค์ไรเดอร์คนเดียวกัน
ไรเดอร์คนต่อมาคือ ‘มาสค์ไรเดอร์โอส’ หรือ OOO (ฉายครั้งแรกในปี 2011) เล่าเรื่องของเหล่าสัตว์ประหลาดกรีด (Greeed) ที่ฟื้นขึ้นมาโจมตีและสูบความโลภจากมนุษย์ และผู้ที่เป็นมาสค์ไรเดอร์โอสก็คือชายหนุ่มที่อยู่อย่างสมถะไร้ความโลภ โดยมีโคงามิ ฟาวน์เดชั่น คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแต่มีเป้าหมายลับอะไรบางอย่างแฝงอยู่
มาสค์ไรเดอร์โฟร์เซ (Fourze) ที่ปรับโมทีฟให้เกี่ยวข้องกับจรวดและอวกาศ เพราะปีที่ฉายถือว่าเป็นปีครบรอบ 50 ปีที่ ยูริ กาการิน ได้เดินทางไปโคจรรอบโลก และยังเป็นภาคฉลองครบรอบ 40 ปี ของซีรีส์มาสค์ไรเดอร์ โดยเนื้อหาหลักของภาคนี้จะอยู่ในโรงเรียนและต่อสู้กับเหล่า โซดิอาร์ต สัตว์ประหลาดที่มีพื้นเพจากกลุ่มดาวต่างๆ

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
ทั้งสามภาคได้รับความนิยมจากแฟนๆ อยู่ไม่น้อย รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของดาราดังหลายคน อาทิ สุดะ มาซากิ จากมาสค์ไรเดอร์ดับเบิล กับ ฟุคุชิ โซตะ จากมาสค์ไรเดอร์โฟร์เซที่ตอนนี้รับบทนำในภาพยนตร์อยู่บ่อยครั้ง และทั้งสามภาคเป็นการกลับมาทำเนื้อเรื่องที่แต่ละภาคมีความเชื่อมโยงกันแบบอ่อนๆ หลังจากที่เนื้อหาของมาสค์ไรเดอร์เฮย์เซย์ช่วงแรกไม่ได้มีความเชื่อมโยงเท่าใดนัก และดีเทลของมาสค์ไรเดอร์แต่ละตัวจะมีกุศโลบายในการให้ความรู้เด็ก อย่างในภาคโอสที่เหรียญแปลงร่างจะเป็นชื่อสัตว์ประเภทต่างๆ ส่วนภาคโฟร์เซชื่อสวิทช์แปลงร่างนั้นเป็นภาษาอังกฤษแบบไม่ยากมากนักซึ่งสามารถใช้ท่องจำแทนคำศัพท์ได้ ส่วนเนื้อหาอื่นๆ อย่างการผสมดราม่าเข้ากับการปราบสัตว์ประหลาดไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนมากนัก
แบบที่มีคนเขาว่า อะไรที่มันดีอยู่แล้ว และไม่เสียหายอะไร ก็ปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันต่อไปนั่นเอง

ปรับให้แนวแต่ไม่พังเหมือนก่อน (วิซาร์ด, ไกมุ, ไดรฟ์ และโกสต์)


ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
ถึงมาสค์ไรเดอร์ตั้งแต่ภาคดีเคดขึ้นไปจะมีโมทีฟการแปลงร่างที่ไม่อยู่ในกรอบเดิมๆ อย่างที่เคยเป็นแล้ว ความแหวกแนวแบบไปไกลมากๆ เพิ่งจะมาเห็นชัดในช่วงปี 2012 ขึ้นไป กับ ‘มาสค์ไรเดอร์วิซาร์ด’ ที่คราวนี้เอาคอนเซ็ปต์ ‘เวทมนตร์’ กับ ‘ความแฟนตาซี’ มาผูกเข้ากับเรื่องราวของศิลาอาถรรพ์กับความสิ้นหวังของมนุษย์ จนกลายเป็นการต่อสู้เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้พ้นจากความสิ้นหวัง และใช้สไตล์การต่อสู้แบบกึ่งเต้นรำที่โดดเด่น บวกกับดีไซน์ที่เป็นมาสค์ไรเดอร์ที่เหมือนใส่เสื้อโค้ตจนน่าจดจำ

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
‘มาสค์ไรเดอร์ไกมุ’ ที่ฉายในปี 2013 เอา ‘ผลไม้’ เป็นโมทีฟหลักร่วมกับ ‘เกราะของนักรบ’ และการต่อสู้แบบแบ่งกลุ่มแบ่งทัพตามทีมเต้นของตัวละครหลักแต่ละตัว ทำให้เกราะของมาสค์ไรเดอร์ในภาคนี้ดูแข็งแกร่ง ส่วนด้านเนื้อเรื่องในองก์แรกอาจจะมีความเฉื่อยไปบ้าง แต่พอช่วงหลังที่ขยายความที่มาที่ไปของพลังมาสค์ไรเดอร์กับสัตว์ประหลาดและปมเกมการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขันเต้นรำที่พวกตัวละครหลักชื่นชอบก็ทำให้เรื่องราวมีความหม่นที่หนักแน่นอยู่ไม่น้อย

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
‘มาสค์ไรเดอร์ไดรฟ์’ ซึ่งฉายในปี 2014 กลับมาเล่าเรื่องราวของมาสค์ไรเดอร์กับตำรวจ หลังจากที่ห่างหายในซีรีส์มาสค์ไรเดอร์ไปนาน โดยมาพร้อมกับจุดเด่นทั้งในการให้พาหนะหลักของมาสค์ไรเดอร์ภาคนี้เป็นรถยนต์แทนมอเตอร์ไซค์คู่ใจ กับพล็อตที่ตอนแรกเหมือนจะไม่เร่งรีบหรือซับซ้อนอะไร แต่เมื่อขยายปมแล้วก็กลายเป็นละครทีวีชั้นดีอีกเรื่อง และเป็นอีกภาคที่มาสค์ไรเดอร์ตัวรองน่าจดจำไม่แพ้มาสค์ไรเดอร์ตัวหลัก

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
‘มาสค์ไรเดอร์โกสต์’ ตามมาในปี 2015 ที่หลายคนมองว่าเนื้อเรื่องอ่อนไปสักหน่อย แต่ก็ยังมีคอนเซ็ปต์น่าสนใจ ด้วยตัวมาสค์ไรเดอร์ที่ใช้พลังจากวิญญาณของผู้มีชื่อเสียงคนต่างๆ ในโลก อาทิ มิยาโมโต มุซาชิ, โทมัส เอดิสัน ฯลฯ ซึ่งก็เป็นกุศโลบายให้ความรู้รอบตัวกับผู้ชมวัยเด็กนั่นเอง
ไรเดอร์ในช่วงนี้มีเรื่องที่เปลี่ยนแปลงในตลาดประเทศไทยอยู่ไม่น้อย อย่างแรกคือผลพวงจากการที่ตลาดขายแผ่นนั้นหดตัวลงมากๆ ผู้ถือลิขสิทธิ์ในไทยอย่าง บริษัท ดรีมเอกซ์เพรส เดกซ์ จำกัด จึงจัดทำเฉพาะแบบแผ่น VCD ออกขายในภาควิซาร์ดกับไกมุ และมีการเปลี่ยนแปลงลำดับการฉายซึ่งเป็นการกำหนดมาจากทาง Toei ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ทำให้หลังจากฉายมาสค์ไรเดอร์ไกมุทางทีวีจบลง ก็มีการข้ามมาฉายมาสค์ไรเดอร์เอกซ์เอด (Ex-Aid) โดยไม่ได้ฉายภาคไดรฟ์กับโกสต์ต่อ ถือว่าเป็นการสิ้นสุดการเว้นช่องว่างการทำตลาดในต่างชาติสองปีมาเป็นการทำตลาดในช่วงปีเดียวกันแทน (ทั้งนี้มีการนำเอาภาคไดรฟ์มาฉายในไทยภายหลังอยู่ดี)

ส่งท้ายยุคเฮย์เซย์ด้วยการผสมผสานที่แตกต่างแต่ลงตัวมากขึ้น (เอ็กเซด, บิลด์  และ Zi-O)


ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
การทดลองใส่ส่วนผสมแบบใหม่ลงไปในช่วงปี 2012-2015 อาจจะมีจุดขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นการทำงานที่คุ้มค่า เมื่อมาสค์ไรเดอร์ในปี 2016 อย่าง ‘มาสค์ไรเดอร์เอ็กเซด’ (Ex-Aid) ที่ตอนแรกเปิดตัวมาว่าจะเกี่ยวข้องกับ ‘หมอ’ และ ‘เกม’ ทำให้หลายคนนั่งงงกันเล็กน้อยว่ามันจะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร และยังมีดีไซน์เอาใจเด็กอย่างมากๆ เพราะมีรูปลักษณ์แบบ SD (Super Deformed) ตัวเล็กตาโต จนเกรงว่าการต่อสู้กับพล็อตจะไม่เข้มข้น แต่กลายเป็นว่าเรื่องราวของภาคนี้กลับเข้มข้นสวนทางกับหน้าตาน่ารักอยู่ไม่เบา และกลายเป็นภาคที่ได้รับความสำเร็จจากคนดูในบ้านทั้งฝั่ง พ่อ-แม่-ลูก ได้อย่างดี

ภาพจาก : https://www.amazon.co.jp
และ ‘มาสค์ไรเดอร์บิลด์’ ก็เป็นอีกภาคหนึ่งที่ตอกย้ำการผสมผสานที่อาจจะดูขัดใจ โดยการเอา ‘สัตว์’ กับ ‘วัสดุ’ ต่างๆ มาจับรวมกัน แต่ด้วยพล็อตเรื่องที่จับเอาประเด็นที่คนทั่วไปอาจจะกลัวและสังสัยถึงการเอาวัตถุบนดาวอังคารกลับมาเปิดบนโลก จนทำให้เกิดกำแพงขนาดยักษ์ที่ถูกเรียกว่า สกายวอลล์ (Skywall) และตัวเอกนั้นเป็นนักวิจัยที่ประดิษฐ์เกราะมาสค์ไรเดอร์เพื่้อไขปริศนาลึกลับที่เกิดขึ้น จนกลายเป็นพล็อตเรื่องที่น่าติดตามและกำลังเข้าสู่จุดไคลแมกซ์ที่กำลังได้รับความสนใจอยู่ ณ เวลานี้ (ในประเทศญี่ปุ่น)

ภาพจาก : Youtube Channel – Bandai Official Chanel
ส่วนมาสค์ไรเดอร์ภาคล่าสุดที่ยังไม่มีรายละเอียดอะไรมากและถือเป็นภาคสุดท้ายของยุคเฮย์เซย์อย่าง ‘มาสค์ไรเดอร์ Zi-O’ ก็กลับไปใช้โมทีฟเป็นเรื่อง ‘เวลา’ กับ ‘นาฬิกา’ ที่บังเอิญว่าสามารถยืมพลังของไรเดอร์รุ่นพี่มาใช้เป็นพลังของตัวเองได้ด้วย สมกับสมญานามที่ว่าเขาจะเป็น ‘ราชาแห่งเวลา’ ซึ่งภาคนี้มีกำหนดฉายในญี่ปุ่นวันที่ 2 กันยายน ปี 2018 นี้ และหลายคนเชื่อว่าทาง Toei เก็บไม้เด็ดอะไรอีกมากเพื่อทิ้งทวนให้ยุคสมัยที่กำลังจะสิ้นสุดลง

การเปลี่ยนแปลงตัวเองของมาสค์ไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์ที่กระทบการสร้างของซีรีส์อื่นๆ

การปรับตัวของมาสค์ไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์นั้นไม่ได้กระทบแค่เพียงซีรีส์ตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น อย่างเช่น ในปี 2016 ก็มีการหยิบจับเอา ‘มาสค์ไรเดอร์อเมซอน’ ของยุคโชวะมาสร้างใหม่เป็น Masked Rider Amazons และเน้นเนื้อเรื่องให้ผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่เป็นหลัก และกลุ่มผู้ชมส่วนนี้ก็อยากจะหลีกเลี่ยงความเป็นเด็กที่มีอยู่ในฝั่งซีรีส์หลัก ซึ่งทางทีมสร้างก็ทำได้สำเร็จ และทำให้ภาค Amazons มีความดิบเถื่อนมากกว่าปกติ ต่อสู้กันเห็นเลือดเห็นเนื้อมากขึ้น เนื้อหาก็มีการถามไถ่เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์กับอมนุษย์ และเลือกออกฉายเฉพาะช่องทางออนไลน์บนบริการ Amzon Prime ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การรับชมของผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่ในยุค 4.0 อย่างดี
ซีรีส์ขบวนการห้าสีหรือซูเปอร์เซนไตเองก็ได้ผลข้างเคียงไปบ้าง อย่างในช่วงที่เรตติ้งของฝั่งซูเปอร์เซนไตลดลงก็มีการปรับเอาการเดินเรื่องบางอย่างของมาสค์ไรเดอร์ไปใช้งานมากขึ้น และปรับแนวทางการเดินเรื่องให้ลงตัวระหว่างการต่อสู้กับตัวร้ายและปมระหว่างตัวละครในทีมกันเอง ฝั่งอุลตร้าแมนที่ช่วงหนึ่งทีวีซีรีส์ขาดหายไปนาน เมื่อกลับมาฉายอีกครั้ง ทีมงานสร้างอุลตร้าแมนก็น้อมรับระบบการขายของเล่นบางอย่างที่สามารถสร้างรายได้จริงของฝั่งมาสค์ไรเดอร์ยุคเฮย์เซย์มาปรับใช้ จนปัจจุบันอุลตร้าแมนกลับมาฉายในรูปแบบซีรีส์ทางโทรทัศน์ได้บ่อยมากขึ้น เพราะมียอดเงินหมุนเวียนจากฝั่งของเล่นที่ชัดเจนด้วย
และการเปลี่ยนแปลงนี้ยังกระทบต่อฮีโร่ท้องถิ่นเจ้าอื่นๆ อีกหลายเจ้า ที่ต้องปรับตัวตามตลาดให้ทัน ซึ่งแม้ว่าหลายๆ เจ้านั้นอาจจะกินเรตติ้งในท้องถิ่นดีกว่ามาสค์ไรเดอร์ซีรีส์หลักก็จริง แต่จากการขยับตัวแบบจริงจังของซีรีส์ใหญ่เจ้านี้อาจจะรุกคืบจนอาจจะกวาดเรตติ้งไปได้ในที่สุด

แต่ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์หนังแปลงร่างใดๆ ทั้งหมดก็ยังมุ่งหวังสอนให้เด็กๆ เข้าใจกับการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่สงบสุข และการรักษามารยาทที่ดี และในขณะเดียวกันก็ต้องมีความรู้ความสามารถกับความเข้าใจที่มากพอว่าสิ่งที่แต่ละคนกำลังต่อสู้อยู่นั้นเป็นจุดยืนที่ถูกต้องหรือไม่ เหมือนมาสค์ไรเดอร์ในยุคหลังที่มักจะมีบทบาทถามไถ่ตัวเอกว่าสุดท้ายแล้ว เขามายืนต่อสู้อยู่เพื่อปกป้องสิ่งใดกันแน่